เดอะ ซัน สื่อของอังกฤษ ตีข่าว บาเยิร์น จะหวนไล่ล่าลายเซ็นของ ลีรอย ซาเน่ ดาวเตะ แมนฯ ซิตี้ ในช่วงเดือนมกราคมนี้ แต่ฝั่ง “เรือใบสีฟ้า” ก็ยังไม่คิดที่จะลดค่าหัวที่ตั้งเอาไว้ บาเยิร์น มิวนิค สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวที บุนเดสลีกา เยอรมัน จะกลับมาเดินแผนล่าตัว ลีรอย ซาเน่ ปีกชาวเยอรมันของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในช่วงเดือนมกราคมนี้ ตามรายงานของ เดอะ ซัน สื่อชื่อดังของประเทศอังกฤษ เดิมที ซาเน่ ถือเป็นเป้าหมายในการเสริมทัพอันดับต้นๆ ของ บาเยิร์น ในตลาดช่วงซัมเมอร์ที่เพิ่งปิดตัวลงไป หลังจากพวกเขาจำเป็นต้องการปีกฝีเท้าดีมาทดแทนการบอกลาทีมไปของ อาร์เยน ร็อบเบน กับ ฟร้องค์ ริเบรี่ แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถโน้มน้าวใจให้ แมนฯ ซิตี้ ยอมขายเขาได้ ซ้ำร้ายแข้งวัย 23 ปี ยังมาได้รับบาดเจ็บเอ็นไขว้หน้าข้อเข่าฉีกจากเกม คอมมิวนิตี้ ชิลด์ จนอาจจะต้องพักเป็นเวลานานอีก เรื่องดังกล่าวทำให้ บาเยิร์น ล้มแผนล่าตัว ซาเน่ เมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา แล้วแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการหันไปยืม ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ กับ อิวาน เปริซิช มาร่วมทีม อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็ยังสนใจที่จะเอา ซาเน่ มาเสริมแกร่งอยู่ และจะพยายามดึงเขามาร่วมทีมให้ได้อีกครั้งในตลาดช่วงหน้าหนาว อย่างไรก็ตาม ปัญหาอย่างหนึ่งก็คือ แมนฯ ซิตี้ ยังไม่คิดที่จะปล่อย ซาเน่ ออกไปถูกๆ แต่อย่างใด หลังจากพวกเขาตั้งค่าหัวของอดีตแข้ง ชาลเก้ 04 เอาไว้ถึง 145 ล้านปอนด์ (ประมาณ 5,510 ล้านบาท) โดยฝั่ง “เรือใบสีฟ้า” ยังหวังว่า ซาเน่ จะเซ็นสัญญาฉบับใหม่กับทีมด้วย จากการที่ข้อตกลงฉบับเดิมจะหมดอายุลงในปี 2021 เครดิต : (siamsport) https://www.siamsport.co.th

หลังจากเหตุการณ์ที่ เอ็มรี่ ชาน ออกมาแสดงความไม่พอใจ ยูเวนตุส เมื่อเขาไม่ได้เป็นตัวหลักของ “ม้าลาย” ในฤดูกาลนี้ และจุดแตกหักที่สุดก็คือการโดนตัดชื่อออกจากทีมชุดลุยศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม ทำให้ ดาวเตะเลือดด๊อยท์ช ต้องออกโรงจวกสโมสรอย่างรุนแรง จะว่าไปแล้วก่อนหน้านั้น ชาน คืออนาคตใหม่ของ ลิเวอร์พูล และน่าจะเป็นตัวหลักในการสร้างทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ แต่แล้วนักเตะกลับเลือกย้ายหนีต้นสังกัดเพื่อไปเล่นแบบฟรีเอเยนต์กับ ยูเว่ เพราะเจ้าตัวคิดว่าจะยิ่งพัฒนาศักยภาพมากขึ้นหากได้สวมชุด “ม้าลาย” สำหรับตอนนี้ ชาน คงรู้สึกตัวแล้วว่าคิดผิดมหันต์ที่เลือกปัดการต่อสัญญากับ ลิเวอร์พูล เพื่อจะได้ย้ายมาเล่นกับ ยูเวนตุส เพราะหากเขาคิดให้ถ้วนถี่แน่นอนว่าการอยู่กับ “หงส์แดง” กุนซือคล็อปป์ คงเลือกให้เขาเป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนเกมแดนกลางของทีม อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่แค่ แข้งทีมชาติเยอรมนีเท่านั้นที่เพิ่งตาสว่างว่าตัวเองทำพลาดที่ทิ้ง ลิเวอร์พูล ไป เพราะยังมีเพื่อนร่วมทีมอีกหลายคนที่ต้องพบกับชะตากรรมเดียวกัน แต่งานนี้ขอคัดแบบเน้นๆ ที่เห็นว่านักเตะคิดผิดที่ย้ายออกจากถิ่นแอนฟิลด์ เอ็มเร่ ชาน (ยูเวนตุส กรกฎาคม 2018) บางคนอาจจะพูดว่า ดาวเตะชาวเยอรมัน โบกมือลาแอนฟิลด์ และได้เล่นในบทบาทสำคัญกับ “ม้าลาย” แถมประสบความสำเร็จในฤดูกาล 2018-19 เมื่อลงสนาม 29 แมตช์ในศึกกัลโช่ เซเรีย อา และ 6 แมตช์ในเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อย่างไรก็ตาม หลังจากการเซ็นสัญญาครั้งสำคัญในช่วงซัมเมอร์นี้ ส่งผลให้ ชาน หลุดจากทีมตัวจริง การที่ ยูเว่ คว้าตัว อารอน แรมซี่ย์ และ อาเดรียง ราบิโอต์ มาร่วมทีม ส่งผลกระทบต่ออนาคตของ ชาน ทันที นั่นจึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ กองกลางมาดเข้ม ออกมาแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงในช่วงที่ผ่านมา ยิ่งทำให้อนาคตของเขากับทีมเริ่มมืดมนลงเรื่อยๆ จริงๆ แล้วหาก ชาน ตัดสินใจที่จะอยู่กับ “เดอะ เร้ดส์” ต่อไป แน่นอนว่าเขาจะเป็นขุมกำลังสำคัญของกุนซือเจอร์เก้น คล็อปป์ และยิ่งในปัจจุบัน ลิเวอร์พูล กำลังมีพัฒนการอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในการลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งแรก ฉะนั้นหาก ชาน ยังสวมชุดสีแดงเพลิง เขาคงเป็นหนึ่งในส่วนสำคัญของหน้าประวัติศาสตร์ “หงส์แดง” ก็ได้ ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ (บาร์เซโลน่า มกราคม 2018) หลังจากที่แยกทางกับ อินเตอร์ มิลาน ในเดือนมกราคม 2013 ด้วยค่าตัว 8 ล้านปอนด์ (ราว 304 ล้านบาท) ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ พัฒนาตัวเองขึ้นมาจนกลายเป็นหนึ่งในนักเตะที่เก่งที่สุดของ ลิเวอร์พูล และเป็นขวัญใจมหาชนของสาวก “เดอะ ค็อป” อย่างรวดเร็ว ช่วงหลายปีที่อยู่ในถิ่นแอนฟิลด์ “คูตี้” ผลิตผลงานสุดยอดจนได้รับฉายา “พ่อมดน้อย” ส่งผลให้เขาก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในนักเตะที่เก่งที่สุดในโลก โดยความสำเร็จในเรื่องฟอร์มการเล่นของ คูตินโญ่ เกิดขึ้นภายใต้การเล่นให้กับสโมสรแห่งนี้ และนั่นทำให้ บาร์เซโลน่า สนใจนักเตะจนนำไปสู่การพยายามที่จะคว้าตัวมาร่วมทีม เหตุการณ์ดราม่าที่สุดในเรื่องนี้ก็คือตอนที่ คูตินโญ่ เล่นให้กับทีมชาติบราซิล และยิงประตูได้พร้อมกับร้องไห้เป็นเด็กน้อย เนื่องจากผิดหวังที่ไม่ได้ย้ายไปอยู่กับบาร์ซ่าในช่วงซัมเมอร์ แต่สุดท้ายนักเตะก็สมหวังเมื่อ “หงส์แดง” ยอมปล่อยตัวในเดือนมกราคม 2018 นับตั้งแต่เพลย์เมกเกอร์ชาวบราซิเลียน ย้ายไปเล่นในคัมป์ นู ดูเหมือนเขาจะประสบความสำเร็จกับทีมในช่วงแรก แต่เมื่อซีซั่นที่ผ่านมา คูตินโญ่ ไม่ค่อยได้รับความไว้วางใจจากกุนซือเอร์เนสโต้ บัลเบรเด้ ทำให้ซัมเมอร์นี้นักเตะพยายามที่จะหาสโมสรใหม่ และสุดท้ายก็โบกมือลาไปอยู่กับ บาเยิร์น มิวนิค ด้วยสัญญาลืมตัว จอร์ดอน ไอบ์ (บอร์นมัธ กรกฎาคม 2016) ปีกชาวอังกฤษ อาจจะไม่ได้มีศักยภาพระดับเดียวกับ คูตินโญ่ หรือ ชาน แต่แน่นอนว่าเขาคงมีอนาคตและพัฒนาฝีเท้าหากอยู่กับทีมต่อไป หลังจากที่ย้ายมาจาก วีคอมบ์ นักเตะต้องเริ่มต้นด้วยการเป็นนักเตะเยาวชนของทีมก่อนจะก้าวขึ้นมาเล่นให้ทีมชุดใหญ่ในฤดูกาล 2014-15 หลังจากนั้นใช้เวลากับการเล่นแบบยืมตัวกับ เบอร์มิงแฮม ซิตี้ และ ดาร์บี้ เคาท์ตี้ ไม่นานนัก ไอบ์ ก็พัฒนาฝีเท้าขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเป็นแข้งสำคัญในฤดูกาล 2015-16 ไอบ์ ได้ลงเล่น 27 เกมในพรีเมียร์ลีก และ 41 แมตช์ในทุกรายการ รวมถึงการโชว์ฟอร์มจนคว้าแมน ออฟ เดอะ แมตช์ ในเกมเมอร์ซี่ย์ไซด์ ดาร์บี้แมตช์ ปะทะ เอฟเวอร์ตัน อย่างไรก็ตาม เจ้าตัวเชื่อว่าผลงานของตนควรได้เป็นตัวหลักอย่างสม่ำเสมอ ส่งผลให้เขาเลือกย้ายไปเล่นกับ บอร์นมัธ ด้วยสัญญา 5 ปี ย้อนกลับไปในช่วงเวลานั้น ไอบ์ ทำผลงานได้ดีจนติดทีมชาติอังกฤษ แต่ตอนนี้นักเตะต้องพบกับความยากลำบากในการเล่นให้ “เดอะ เชอร์รีส์” ไมเคิ่ล โอเว่น (เรอัล มาดริด สิงหาคม 2004) หนุ่มน้อยโอเว่นที่เกิดและเติบโตมากับ ลิเวอร์พูล โดยใช้เวลาค้าแข้งกับ “หงส์แดง” 13 ปี รวมถึงการเล่นให้ทีมในระดับเยาวชน 5 ฤดูกาล หัวหอกร่างเล็กความเร็วสูง ตะบันประตูในเกมพรีเมียร์ลีกไปเบาะๆ 118 ประตูจากการเล่น 216 แมตช์ ส่งให้เขาก้าวขึ้นมาเป็นตำนานให้กับสโมสรและทีมชาติอังกฤษ โดยการเล่นให้ทัพ “สิงโตคำราม” นักเตะซัดไป 40 ประตู แน่นอนว่าในเวลานั้น โอเว่น ได้รับการคาดหมายว่าจะเก่งยิ่งกว่านี้ และมีสิทธิ์ช่วย ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์ลีกเมืองผู้ดีเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี อย่างไรก็ตาม โอเว่น เกิดความเคืองขุ่นใจเกี่ยวกับอนาคตของเขากับต้นสังกัด ส่งผลให้เขาเลือกหักดิบด้วยการย้ายหนี “หงส์แดง” แบบช็อกสาวก “เดอะ ค็อป” ในช่วงซัมเมอร์ปี 2004 เพื่อไปเล่นให้กับ “ราชันชุดขาว” เรอัล มาดริด แถมค่าตัวแค่ 8 ล้านปอนด์ (ราว 304 ล้านบาท) เท่านั้น การเล่นในถิ่นซานติอาโก้ เบร์นาเบว นั้น โอเว่น ซัดไปเพียง 13 ประตูในซีซั่นเดียว ก่อนจะย้ายไปเล่นให้ “สาลิกาดง” นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ในปี 2005 ซึ่งเจ้าตัวเพิ่งออกมายอมรับในหนังสืออัตชีวประวัติเมื่อเร็วๆ นี้ว่าคิดผิดมหันต์ในอาชีพพ่อค้าแข้งที่มาเล่นในถิ่นเซนต์ เจมส์ พาร์ค ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ (ลีดส์ พฤศจิกายน 2001) ดาวยิงเจ้าของฉายา “ก็อด” ซึ่งสาวก “เดอะ ค็อป” รู้สึกเป็นอย่างดีจากผลงานการตะบันประตูของ ฟาวเลอร์ ตลอดระยะเวลา 17 ปีที่เล่นให้กับต้นสังกัด รวมถึง 9 ปีที่อยู่กับทีมเยาวชน ฟาวเลอร์ ก้าวขึ้นมาเป็นตำนาน “หงส์แดง” อย่างรวดเร็ว ด้วยสถิติซัดประตูในพรีเมียร์ลีกไปเบาะๆ 120 ลูกจากการเล่น 236 แมตช์ แต่หลังจากที่เกิดรอยร้าวในใจกับ เชราร์ด อุลลิเย่ร์ ผู้จัดการทีม และ ฟิล ธอมป์สัน ผู้ช่วย ในปี 2001 ทำให้เจ้าตัวเลือกทิ้งถิ่นแอนฟิลด์ ในฤดูกาล 2001–2002 อย่างไรก็ตาม ฟาวเลอร์ ต้องพบกับความล้มเหลวในการเล่นให้ ลีดส์ ยูไนเต็ด โดยใช้เวลาเพียงแค่ 2 ปี จากนั้นก็ต้องลาสโมสรก่อนที่พวกเขาจะตกชั้น เพื่อไปเล่นกับ “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อย่างไรก็ตาม นักเตะกลับมาเล่นให้ “เดอะ เร้ดส์” พร้อมกับยิงได้ 8 ประตู ฟาวเลอร์ ซึ่งติดทีมชาติอังกฤษ 26 แมตช์ ยังโยกไปเล่นให้ คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้, แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส, นอร์ธ ควีนส์แลนด์ ฟูรี่, เพิร์ธ กลอรี่ และ เมืองทอง ยูไนเต็ด ก่อนจะประกาศแขวนสตั๊ดในปี 2012 เครดิต : (siamsport) https://www.siamsport.co.th

ลิเวอร์พูล เอ็คโค่ สื่อท้องถิ่นของเมืองลิเวอร์พูล ระบุ ที่จริงถ้าย้อนกลับไปในเกมที่ทุบ อาร์เซน่อล แล้วนั้น มันก็ถือว่า ซาดิโอ มาเน่ สร้างสถิติเป็นนักเตะใน พรีเมียร์ลีก ที่ไม่แพ้ที่ แอนฟิลด์ ติดต่อกันมากที่สุด โดยยังเป็นการชนะหลายนัดด้วย ซาดิโอ มาเน่ ปีกคนเก่งของ ลิเวอร์พูล สร้างสถิติเป็นนักเตะที่ไม่แพ้กับการเล่นเกมระดับ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่สนาม แอนฟิลด์ ติดต่อกันมากที่สุด ที่จำนวน 50 นัด ตามข้อมูลจาก ลิเวอร์พูล เอ็คโค่ สื่อชื่อดังประจำเมืองลิเวอร์พูล มาเน่ ย้ายจาก เซาธ์แฮมป์ตัน มาอยู่กับ ลิเวอร์พูล เมื่อช่วงเดือนมิถุนายน ปี 2016 ซึ่งเขาก็ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมมาโดยตลอด และทำประตูได้เป็นกอบเป็นกำ โดยในซีซั่นนี้ก็ทำประตูในลีกไปแล้ว 2 ลูก จากการลงเล่น 4 นัด ได้แก่เกมที่บุกไปเฉือนชนะ เซาธ์แฮมป์ตัน 2-1 และนัดล่าสุดที่บุกไปทุบ เบิร์นลี่ย์ 3-0 อย่างไรก็ตาม ถ้าย้อนไปยังเกมที่ ลิเวอร์พูล เปิดรัง แอนฟิลด์ เอาชนะ อาร์เซน่อล 3-1 เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ที่ผ่านมาแล้วล่ะก็ นั่นก็ถือเป็นเกมลีกนัดที่ 50 ที่ มาเน่ ลงเล่นใน แอนฟิลด์ พอดี และเขาก็ยังไม่เคยต้องออกจากสนามดังกล่าวในฐานะผู้แพ้เลย โดยแบ่งเป็น 49 เกมกับ ลิเวอร์พูล และ 1 นัดกับ เซาธ์แฮมป์ตัน ทั้งนี้ ในจำนวน 50 นัดกับการเล่นที่ แอนฟิลด์ ของ มาเน่ นั้น เขาสามารถคว้าชัยชนะได้ถึง 40 เกม และเสมออีก 10 นัด โดยเกมลีกนัดแรกที่ดาวเตะชาวเซเนกัลลงเล่นให้ ลิเวอร์พูล ในสนามเหย้าของทีม ได้แก่เกมกับ เลสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งนัดนั้นเขาทำประตูได้ด้วย ก่อนที่ ลิเวอร์พูล จะชนะไป 4-1 เครดิต : (siamsport) https://www.siamsport.co.th

เดอะ ซัน สื่อของอังกฤษ ตีข่าว บาเยิร์น จะหวนไล่ล่าลายเซ็นของ ลีรอย ซาเน่ ดาวเตะ แมนฯ ซิตี้ ในช่วงเดือนมกราคมนี้ แต่ฝั่ง “เรือใบสีฟ้า” ก็ยังไม่คิดที่จะลดค่าหัวที่ตั้งเอาไว้ บาเยิร์น มิวนิค สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวที บุนเดสลีกา เยอรมัน จะกลับมาเดินแผนล่าตัว ลีรอย ซาเน่ ปีกชาวเยอรมันของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในช่วงเดือนมกราคมนี้ ตามรายงานของ เดอะ ซัน สื่อชื่อดังของประเทศอังกฤษ เดิมที ซาเน่ ถือเป็นเป้าหมายในการเสริมทัพอันดับต้นๆ ของ บาเยิร์น ในตลาดช่วงซัมเมอร์ที่เพิ่งปิดตัวลงไป หลังจากพวกเขาจำเป็นต้องการปีกฝีเท้าดีมาทดแทนการบอกลาทีมไปของ อาร์เยน ร็อบเบน กับ ฟร้องค์ ริเบรี่ แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถโน้มน้าวใจให้ แมนฯ ซิตี้ ยอมขายเขาได้ ซ้ำร้ายแข้งวัย 23 ปี ยังมาได้รับบาดเจ็บเอ็นไขว้หน้าข้อเข่าฉีกจากเกม คอมมิวนิตี้ ชิลด์ จนอาจจะต้องพักเป็นเวลานานอีก เรื่องดังกล่าวทำให้ บาเยิร์น ล้มแผนล่าตัว ซาเน่ เมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา แล้วแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการหันไปยืม ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ กับ อิวาน เปริซิช มาร่วมทีม อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็ยังสนใจที่จะเอา ซาเน่ มาเสริมแกร่งอยู่ และจะพยายามดึงเขามาร่วมทีมให้ได้อีกครั้งในตลาดช่วงหน้าหนาว อย่างไรก็ตาม ปัญหาอย่างหนึ่งก็คือ แมนฯ ซิตี้ ยังไม่คิดที่จะปล่อย ซาเน่ ออกไปถูกๆ แต่อย่างใด หลังจากพวกเขาตั้งค่าหัวของอดีตแข้ง ชาลเก้ 04 เอาไว้ถึง 145 ล้านปอนด์ (ประมาณ 5,510 ล้านบาท) โดยฝั่ง “เรือใบสีฟ้า” ยังหวังว่า ซาเน่ จะเซ็นสัญญาฉบับใหม่กับทีมด้วย จากการที่ข้อตกลงฉบับเดิมจะหมดอายุลงในปี 2021 เครดิต : (siamsport) https://www.siamsport.co.th

เนย์มาร์ สตาร์ค่าตัวมหาศาลคาดจะมีชื่อเพียงตัวสำรอง โดยมี โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ เป็นศูนย์หน้าตัวหลักเกม “เซเลเซา” บราซิล พบ โคลอมเบีย ในศึกฟุตบอล กระชับมิตรทีมชาติ วันศุกร์ที่ 6 ก.ย. ศกนี้ (เช้าวันเสาร์ที่ 7 ก.ย. 2562, เวลา : 07.30 น.) ”เซเลเซา” ลงเตะเกมล่าสุดคือนัดชิงโกปา อเมริกา ที่มาราคาน่า โดยเอาชนะ เปรู คว้าแชมป์ไปครองเป็นสมัยที่ 9 ตีเต้ นายใหญ่วัย 58 ปี เรียกตัว เนย์มาร์ แนวรุกเปแอสเช มาติดทีมด้วย แม้ว่าจะไม่ได้ลงเล่นให้กับต้นสังกัดเลยแม้แต่เกมเดียวในซีซั่นนี้ เนื่องจากมีปัญหาคาราคาซังเรื่องโยกย้ายต้นสังกัด บราซิล กำลังวางแผนสร้างทีมขึ้นมาใหม่ เป็นแผนการระยาวเตรียมความพร้อมสำหรับฟุตบอลโลกในอีก 2 ปีข้างหน้า ชูเอา มิรันด้า, ฟิลิปเป้ ลุยส์, แฟร์นันดินโญ่ และ วิลเลี่ยน ที่ต่างอายุเกิน 30 ไม่มีชื่อ เช่นเดียวกับ อลีสซง เบ็คเกอร์ ผู้รักษาประตูจาก ลิเวอร์พูล ที่ยังคงต้องต่อสู้กับอาการบาดเจ็บ รวมถึง กาเบรียล เชซุส ดาวยิงแมนฯ ซิตี้ที่เจ็บแถมมีโทษแบนติดค้างมาจากโกปา อเมริกา นัดชิงที่โดนใบแดงแลวระเบิดอารมณ์ใส่หน้าจอวีเออาร์ ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ คุมเกมกลางสนาม แนวรุก เนย์มาร์ น่าจะเป็นสำรองไปก่อน โดยมี ริชาร์ลิซอน และ ฟีร์มีโน่ นำทัพ ด้านโคลอมเบีย ลงเตะเกมทางการล่าสุดเสมอกับ ชิลี แบบไม่มีสกอร์ก่อนจะพ่ายในการดวลจุดโทษ ตกรอบ 8 ทีมโกปา อเมริกา คาร์ลอส เคยรอช นายใหญ่ชาวโปรตุกีส เรียกหน้าใหม่มาติดทีม 4 คน ได้แก่ อัลแดร์ คินตาน่า, เอแดร์ ชอกซ์ สองนายทวาร, ราฟาเอล ซานโต๊ส บอร์เร่ และ ไยโร่ โมเรโน่ สองกองหน้า อย่างไรก็ตาม ไม่มีชื่อของ ฮาเมส โรดรีเกซ เพลย์เมกเกอร์เรอัล มาดริด ที่บาดเจ็บ เช่นเดียวกับ ราดาเมล ฟัลเกา กองหน้าจอมเก๋าที่เพิ่งย้ายไปค้าแข้งกับ กาลาตาซาราย คาดว่าวันนี้แดนหน้าจะใช้เป็น ดูวาน ซาปาตา และ หลุยส์ มูเรียล สองกองหน้าจาก อตาลันต้า ลงล่าตาข่ายพร้อมกันเลย รายชื่อผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม บราซิล (4-2-3-1) : เอแดร์ซอน – ดานี่ อัลเวส, ติอาโก้ ซิลวา, มาร์กินญอส, อเล็กซ์ ซานโดร – อาร์ตูร์, กาเซมิโร่ – กาเบรียล เชซุส, ฟิลิปเป้ คูตินโญ่, เอแวร์ตอน – โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ เทรนเนอร์ : ตีเต้ โคลอมเบีย (4-3-3) : ดาวิด ออสปิน่า – สเตฟาน เมดิน่า, เยร์รี่ มีน่า, ดาวินซอน ซานเชซ, วิลเลี่ยม เตซิโย่ – ฮวน กวาดราโด้, วิลมาร์ บาร์ริออส, มาเตอุส อูริเบ – หลุยส์ มูเรียล, ดูวาน ซาปาตา, โรเจอร์ มาร์ติเนซ เทรนเนอร์ : คาร์ลอส เคยรอช เครดิต : (siamsport) https://www.siamsport.co.th

“ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้สูญเสียความเป็นตัวเองไป นับตั้งแต่การก้าวลงจากตำแหน่งกุนซือของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เมื่อปี 2013 ซึ่งปัจจุบันนี้ที่มี โอเล่ กุนนาร์ โซลชา นำทัพ แม้ผลงานของทีมยังเอาแน่เอานอนไม่ได้ แต่ก็มีการส่งสัญญาณเชิงบวกเกี่ยวกับเรื่องการปั้นและผลักดันนักเตะดาวรุ่ง อย่างในตอนนี้ โซลชา ก็เริ่มให้โอกาสกับกลุ่มนักเตะแววดีจากอคาเดมี่ของสโมสรอย่าง เมสัน กรีนวู้ด, ทาฮิธ ชอง และ อังเคล โกเมส ได้โชว์ฝีเท้าบ้างแล้ว วันนี้เรามาส่องกันหน่อยว่า ดาวรุ่งจากทีมเยาวชน “ปีศาจแดง” อีก 5 รายที่อาจจะได้รับโอกาสจาก โซลชา ในเร็วๆ นี้ มีใครกันบ้าง – ดิลลอน โฮเกอแวร์ฟ (กองหน้า, 16 ปี) ถูก แมนฯ ยูไนเต็ด คว้าตัวมาจาก อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม สดๆ ร้อนๆ ในช่วงซัมเมอร์ และมีชื่ออยู่ในทีมสำรองหรือทีมรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ของ “ปีศาจแดง” ทันที โดยฤดูกาลที่แล้ว หัวหอกจอมพลิ้วชาวดัตช์รายนี้ กดไป 10 ประตู กับ 6 แอสซิสต์ ในการเล่นให้ อาแจ็กซ์ ยู-17 – เทเดน เมนจี (เซนเตอร์แบ็ก, 17 ปี) ถึงแม้อายุแค่ 17 ปี แต่รูปร่างและความแข็งแกร่งของเด็กคนนี้ถือว่าเกินวัย เมนจี ถือเป็นเซนเตอร์แบ็กที่ฉลาดและมีไหวพริบดี มีชื่ออยู่ในทีมยู-23 ของ แมนฯ ยูไนเต็ด เรียบร้อย แถมถูกเรียกตัวติดทีมชาติอังกฤษ ยู-18 แล้วด้วย – อาร์เนา ปูอิกมาล (กองกลาง, 17 ปี) เด็กจากเมืองบาร์เซโลน่าคนนี้ เคยร่วมฝึกซ้อมกับทีมชุดใหญ่ภายใต้การนำทัพของ โซลชา มาแล้ว เรื่องฝีเท้าของเจ้าหนู ปูอิกมาล ถือว่าไม่ธรรมา เป็นมิดฟิลด์ตัวกลางที่มีความสามารถหลากหลาย เพราะสามารถโยกไปเล่นเป็นแบ็กขวาได้ด้วย และเมื่อเร็วๆ นี้ถูกเรียกตัวไปติดทีมชาติสเปน ยู-17 เรียบร้อย แต่ปัญหาคือเจ็บบ่อย – โชล่า ชอร์ไทร์ (ปีก, 15 ปี) เมื่อฤดูกาลที่แล้ว เจ้าหนู ชอร์ไทร์ ทำสถิติเป็นนักเตะอายุน้อยสุดตลอดกาลที่ลงเล่นในศึก ยูฟ่า ยูธ ลีก และที่น่าทึ่งเข้าไปอีกคือ เวลานี้ ชอร์ไทร์ กลายเป็นขุนพลคนสำคัญของ แมนฯ ยูไนเต็ด ยู-18 ภายใต้การนำทัพของ นิคกี้ บัตต์ ไปแล้ว และเมื่อเร็วๆ นี้ยังได้สวมปลอกแขนกัปตันทีมชาติอังกฤษ ยู-16 ด้วย – ชาร์ลี เวลเลนส์ (กองกลาง, 16 ปี) นี่คือเด็กที่ถูกจับตามองอย่างมาก เป็นมิดฟิลด์ตัวกลางที่โดดเด่นเรื่องการทำประตู จนถูกยกให้เป็น “นิว พอล สโคลส์” เลยทีเดียว ตอนนี้ เวลเลนส์ เป็นกำลังหลักในทีมยู-18 ของ “ปีศาจแดง” ซึ่ง บัตต์ และอีกหลายๆ คนต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า เด็กคนนี้น่าจะก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ได้ภายในไม่กี่ปีข้างหน้า เครดิต : (siamsport) https://www.siamsport.co.th

ในฤดูกาลที่เพิ่งผ่านพ้นไป “เสือเหลือง” โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ สร้างผลงานได้อย่างน่าประทับใจสุดๆ หลังต่อสู้ฟาดฟันกับ “เสือใต้” บาเยิร์น มิวนิค ที่คว้าแชมป์ลีกในปีนี้ไปแบบไม่ยอดลดละ เรามาดูผลงานกันเป็นรายบุคคลได้เลยว่า มีใครในทีมโชว์ผลงานได้อย่างโดดเด่นบ้าง… 1. “กัปตันจอมทัพ” มาร์โค รอยส์ ผ่านพ้นมรสุมชีวิตค้าแข้งมาได้ หลังเจ็บๆ หายๆ มาหลายฤดูกาล ในซีซั่นนี้เขาสามารถรักษาร่างกายและฟอร์มการเล่นอันยอดเยี่ยมจนได้ลงเล่นอย่างสม่ำเสมอ รอยส์ยิงรวมถึง 17 ประตู ทำได้ 8 แอสซิสต์ และพลาดลงสนามเพียง 4 นัดเท่านั้น ถือเป็นตัวเลขที่ยอดเยี่ยมที่สุดที่เคยทำได้ในบุนเดสลีกาสำหรับแข้งดีกรีทีมชาติเยอรมนีคนนี้ สถิติของรอยส์ – มีเพียงโรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ และจาดอน ซานโช เท่านั้นที่ทั้งยิงทั้งจ่ายได้มากกว่าเขาในฤดูกาลนี้ – ลงสนามในบุนเดสลีกาเกิน 20 นัดเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ฤดูกาล 2015/16 – อัตราจ่ายบอลสำเร็จ 84% รอยส์กล่าวว่าเขาไม่อยากให้พูดว่านี่คือฟอร์มที่ดีที่สุดของเขา เพราะเหมือนว่าเขาจะไม่พัฒนาอีกแล้ว ซึ่งในความเป็นจริงเขาเชื่อว่าตัวเองยังพัฒนาได้อีก 2. “ราชาแอสซิสต์” จาดอน ซานโช แข้งดาวรุ่งวัยเพียง 19 ปีแต่กลับโชว์ฟอร์มสนับสนุนทีมได้สุดยอด เมื่อทำแอสซิสต์ในฤดูกาลล่าสุดได้มากกว่าดาวเตะระดับโลกอย่างลิโอเนล เมสซี เสียอีก ซานโชพิสูจน์ฝีเท้าให้เห็นแล้วว่าเขาเหมาะสมกับตำแหน่งผู้เล่นหลักของทีม เขาลงสนามในทุกๆ เกมบุนเดสลีกาฤดูกาลนี้โดยออกสตาร์ทเป็นตัวจริง 26 นัด ยิงได้ 12 ประตู ผลงานแบบนี้ทำให้สโมสรหมดห่วงเรื่องที่ต้องเสียคริสเตียน พูลิซิชให้เชลซีไปได้เลย ซึ่งนี่เป็นเพียงฤดูกาลที่ 2 ในการค้าแข้งอย่างเป็นทางการของดาวรุ่งดีกรีทีมชาติอังกฤษเท่านั้นเอง สถิติของซานโช – ยิงได้ 1 ประตูและทำ 5 แอสซิสต์ในฐานะผู้เล่นสำรอง ก่อนที่จะได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงนัดแรกในเกมลีกนัดที่ 7 – นักเตะคนแรกที่เกิดในสหัสวรรษใหม่และยิงเบิ้ลได้ในบุนเดสลีกา (เกมลีกนัดที่ 9 พบแฮร์ธ่า เบอร์ลิน) – นักเตะที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของดอร์ทมุนด์ที่ยิง 10 ประตูขึ้นไปในฤดูกาลเดียว “แม้จาดอนจะยังเด็กมาก แต่เขาได้รับบทบาทสำคัญ เขามีทักษะการเลี้ยงบอลอันเหลือเชื่อ ยอดเยี่ยมสุดๆ” ลูเซียง ฟาฟร์ กล่าว 3.”คู่หูห้องเครื่อง” โทมัส เดลานีย์ และ อักเซล วิตเซล ว่ากันตามตรง ความหวังในการลุ้นแชมป์ของดอร์ทมุนด์อาจจะจบไปนานแล้วก็ได้หากไม่มีสองห้องเครื่ องคู่นี้ นับตั้งแต่โทมัส เดลานีย์ และ อักเซล วิตเซล เข้ามาร่วมชายคาทีมเสือเหลืองในช่วงฤดูร้อนปี 2018 เกมของพวกเขาก็ดีขึ้นผิดหูผิดตา เมื่อเทียบกับฤดูกาลก่อนพวกเขาเอาชนะได้มากขึ้นถึง 8 เกม แพ้น้อยกว่าเดิมถึง 5 เกม โดนใบเหลืองรวมกันทั้งฤดูกาลเพียง 8 ใบ ช่วยให้ดอร์ทมุนด์อัพฐานะจากผู้ท้าชิงแชมป์มาเป็นทีมลุ้นแชมป์เต็มตัวในฤดูกาลนี้ สถิติของเดลานีย์และวิตเซล – อัตราจ่ายบอลสำเร็จสูงถึง 90% – อัตราแย่งบอลสำเร็จสูงถึง 60% – ยิงรวมกัน 7 ประตูและทำ 6 แอสซิสต์ในบุนเดสลีกา 4. “เครื่องจักรถล่มประตู” ปาโก้ อัลกาเซร์ ดูจากผลงานและสถิติแล้วเถียงไม่ได้เลยว่า อัลกาเซร์ก็เป็นหนึ่งในขุนพลที่เกือบช่วยให้เสือเหลืองคว้าแชมป์ลีกปีนี้ได้ เขายิงได้ถึง 18 ประตู เป็นดาวซัลโวอันดับสองรองจากโรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ โดยที่ 12 ประตูที่ยิงได้มาจากการถูกเปลี่ยนตัวลงจากม้านั่งสำรอง อัลกาเซร์สร้างความฮือฮาให้กับทีมในหลายๆ นัด ทั้งในเกมที่เหมาสองลูกพาทีมคว่ำเลเวอร์คูเซน ยิงแฮตทริคใส่เอาก์สบวร์กภายในเวลา 34 นาที ประตูชัยโค่นบาเยิร์น มิวนิค และสองประตูช่วงท้ายเกมที่ปราบโวล์ฟสบวร์ก เป็นสิ่งยืนยันชัดเจนว่าการถูกดองที่บาร์เซโลน่าไม่อาจทำให้สนิมเกาะคมเท้าของเขาได้เลย สถิติของอัลกาเซร์ – อัตรายิงประตูทุก 66 นาที สูงสุดในประวัติศาสตร์บุนเดสลีกา ทุบสถิติของแกร์ด มึลเลอร์ และ กราฟิเต้ (ยิง 18 ประตูใน 1,204 นาที) – ทำสถิติยิงประตูสูงสุดในฐานะผู้เล่นสำรอง โดย 12 ประตูที่ยิงได้มาจากช่วง 15 นาทีสุดท้าย – ยิงประตูจากระยะไกลได้ถึง 5 ประตู และจากฟรีคิก 3 ประตู (สูงที่สุดในลีกร่วมกับอีก 2 คน) 5. “ฮีโร่ผู้ปิดทองหลังพระ” มาริโอ เกิทเซ่ นักเตะที่ ฟร้านซ์ เบ็คเคนเบาเออร์ เคยขนานนามว่าเป็น “เมสซีของเยอรมนี” เกิทเซ่ ต่อสู้อย่างหนักจนกลับมายืดตำแหน่งตัวจริงได้อีกครั้งภายใต้บังเหียนของลูเซียง ฟาฟร์ เขาได้โอกาสลงเล่นถึง 14 จาก 17 เกมในครึ่งซีซั่นหลัง อีกทั้งยังยิงประตูได้ไม่น้อย รวมถึงประตูสำคัญที่เขายิงพาทีมมีลุ้นแชมป์ ไปจนถึงเกมนัดสุดท้ายของศึกบุนเดสลีกาฤดูกาลนี้ สถิติของเกิทเซ่ – ทำ 7 ประตูกับ 4 แอสซิสต์ เป็นผลงานที่ดีที่สุดของเขานับตั้งแต่ฤดูกาล 2014/15 ที่ไปอยู่กับบาเยิร์น (เคยทำได้ 9 ประตูกับ 4 แอสซิสต์จากการลงเล่น 32 เกมให้บาเยิร์น) – ยิง 3 ประตูจาก 5 เกมสุดท้ายของฤดูกาล – ลงสนาม 18 นัดในตำแหน่งฟอลส์ไนน์ เกิทเซ่กล่าวไว้ว่า เขาอยากให้ลูเซียง ฟาฟร์ เห็นว่าทำผิดพลาดที่ไม่เลือกเขาเป็นตัวจริงตั้งแต่ต้นฤดูกาล เขาพยายามอย่างหนัก จนในที่สุดก็ชนะใจกุนซือใหญ่ได้สำเร็จ เครดิต : (siamsport) https://www.siamsport.co.th

แฟนบอลลิเวอร์พูล เตรียมเฮหลัง อลีสซง เบ็คเกอร์ โกลมือ 1 ใกล้จะหายเจ็บแล้ว เนื่องจากตอนนี้เจ้าตัวกลับมาฝึกซ้อมวิ่งเบาๆ ในช่วงพักเบรกทีมชาติ โดยมีทีมแพทย์ “หงส์แดง” เฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อเช็คพัฒนาการในการฟื้นตัวของนายด่านเลือดแซมบ้า สาวก “เดอะ ค็อป” คงมีความสุขเป็นทวีคูณหลัง อลีสซง เบ็คเกอร์ ผู้รักษาประตูจอมหนึบชาวบราซิเลียน เริ่มกลับมาลงฝึกซ้อมเบาๆ ได้แล้วที่ เมลวู้ด สนามซ้อม “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล สโมสรชั้นนำพรีเมียร์ลีก อังกฤษ หลังอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อน่องฉีกค่อยๆ ดีวันดีคืนขึ้นเรื่อยๆ นายทวารทีมชาติบราซิล ได้รับบาดเจ็บหนักตั้งแต่ลงเฝ้าเสาเกมเปิดซีซั่นแมตช์ที่ “เดอะ เร้ดส์” ไล่ถลุง “นกขมิ้นเหลืองอ่อน” นอริช ซิตี้ 4-1 เมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้สโมสรจำเป็นต้องส่ง อาเดรียน โกลชาวสแปนิชที่เพิ่งเซ็นสัญญาในช่วงซัมเมอร์ ทำหน้าที่สำคัญแทน ตอนนี้อาการบาดเจ็บของ อลีสซง ค่อยๆ ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อ โดยในช่วงพักเบรกทีมชาติ นายด่านเลือดแซมบ้า สามารถกลับมาฝึกซ้อมเบาๆ โดยมีแพทย์ประจำสโมสรคอยเฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อคอยตรวจเช็คพัฒนาการในการฟื้นฟูร่างกายของเจ้าตัว สำหรับข่าวดีนี้มีการเปิดเผยจาก Alisson Becker 1 แอคเค้าท์ในเว็บไซต์ทวิตเตอร์ที่โพสต์คลิปวีดิโอในขณะที่ ผู้รักษาประตูมือ 1 ทีมชาติบราซิล กำลังฝึกวิ่งฟุตเวิร์คดริลล์ และมีข้อความระบุว่า “เริ่มต้นเช้าวันใหม่อย่างสดใส” เครดิต : (siamsport) https://www.siamsport.co.th

เซร์คิโอ รามอส กัปตันทีมซัดจุดโทษเปิดหัวพา “กระทิงดุ” สเปน บุกเฉือน โรมาเนีย 2-1 พร้อมเก็บไป 15 แต้มเต็มจากชัยชนะ 5 นัดรวด ในศึกฟุตบอล ชิงแชมป์ยุโรป 2020 (รอบคัดเลือกกลุ่ม เอฟ) เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 5 ก.ย. ที่ผ่านมา ฟุตบอล ชิงแชมป์ยุโรป 2020 (รอบคัดเลือกกลุ่ม เอฟ) วันพฤหัสบดีที่ 5 กันยายน 2562 โรมาเนีย 1 – 2 สเปน โรมาเนีย เจ้าบ้านรั้งรองจ่าฝูงกลุ่มมี 7 คะแนนยังคงต้องลุ้นเข้ารอบเกมนี้จึงมีความสำคัญอย่างมาก ขณะที่ “กระทิงดุ” สเปน ครองหัวตารางมี 12 แต้มเต็มจากชัยชนะ 4 เกมรวด เกมดำนเนิมมาถึงนาทีที่ 27 สเปนขึ้นนำ 1-0 เมื่อได้ลูกที่จุดโทษจากจังหวะที่ ดานี่ เซบายอส โดนเตะด้านหลังดูภาพช้าเหมือนจะเป็นการพุ่งล้ม แต่กรรมการก็ยืนยันคำตัดสินดังกล่าว และเป็น เซร์คิโอ รามอส กัปตันทีมรับหน้าที่สังหารเข้าไปไม่เหลือ และจังหวะดังกล่าว รามอส ถูกใบเหลืองเมื่อไปทำท่าดีใจที่ไม่เหมาะสม สเปน ยังคงครองเกมบุกอย่างต่อเนื่องและได้ลุ้นอีกครั้งนาทีที่ 34 ฟาเบียน รุยซ์ บรรจงปั่นบอลทางฝั่งขวาของกรอบเขตโทษระยะประมาณ 25 หลาแต่ทิศทางไม่ดีเหินข้ามคานออกไปไกล นาทีต่อมาทัพกระทิงดุน่าได้ประตูนำห่างเมื่อได้โอกาสยิงแบบจ่อๆ ไม่ถึง 10 หลาโดย โรดริโก้ โมเรโน่ แต่ดันไปตรงตัว ซิเปรียน ตาตารูซานู นายด่านโรมาเนียที่ผวาปัดบอลออกไปได้ นาทีที่ 37 สเปนหวิดบวกสกอร์อีกครั้งเมื่อ ปาโก้ อัลกาเซร์ วิ่งเข้ามาแปบอลโล่งๆ แบบไร้ตัวประกบจากลูกเปิดเลียดด้านข้างแต่ดันกดไม่ลงบอลเหินข้ามคานออกไปอีกครั้ง จบครึ่งแรก สเปน บุกมานำ โรมาเนีย เจ้าบ้าน 1-0 โดยแข้งสเปนถูกเสียงโห่จากแฟนบอลโรมาเนียทุกจังหวะเมื่อจับบอลหลังจากได้ประตูแรกจากลูกจุดโทษที่น่ากังขา เริ่มครึ่งหลังมาได้เพียงสองนาทีนาทีที่ 47 สเปนนำห่าง 2-0 จากจังหวะต่อบอลสุดสวยก่อนไปถึง จอร์ดี้ อัลบา ที่เติมขึ้นมาเปิดบอลริมเส้นฝั่งซ้ายให้ ปาโก้ อัลกาเซร์ ที่รอยืนแปโล่งๆ ตรงเส้นกรอบ 6 หลาเข้าไปอย่างง่ายดาย โรมาเนีย ได้ประตูตามมาเป็น 1-2 นาทีที่ 60 จากลูกโขกแบบจ่อๆ ของ ฟลอริน อันโดเน่ ที่เปิดมาจากด้านข้างฝั่งซ้ายโดย จอร์จ ปุสคัส ทำให้เสียงเชียร์ของแฟนบอลเจ้าถิ่นดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง นาทีที่ 65 จอร์จ ปุสคัส ศูนยหน้าโรมาเนียได้จังหวะซัดไกลแต่ทิศทางไม่ได้บอลหลุดออกข้างเสาไปอย่างน่าเสียดาย นาทีต่อมา โรดริโก้ โมเรโน่ แข้งสเปนกระชากบอลจี้เข้าไปในกรอบเขตโทษเจ้าถิ่นแล้วได้ยิงด้วยปลายเกือกแบบไม่ถนัดเมื่อโดนแข้งโรมาเนียเบียดเอาไว้ทำบอลไหลไปเข้ามือ ซิเปรียน ตาตารูซานู รับไว้ไร้ปัญหา นาทีที่ 79 สเปนเหลือผู้เล่น 10 คน เมื่อ ดีเอโก้ ยอเรนเต้ ไปเตะตัดฟาวน์ใส่ จอร์จ ปุสคัส ดาวยิงเจ้าถิ่นจากทางด้านหลังที่กำลังหลุดเดี่ยวเข้าไปทำประตู เดนิส อายเตคิน กรรมการชาวเยอรมันควักใบแดงไล่ออกจากสนามทันที ต่อเนื่องจังหวฟรีคิกเป็น อานิส ฮากิ ตัวสำรองรับหน้าที่ยิงกลางกรอบเขตโทษระยะประมาณ 20 หลาแต่ไปติดกำแพงไม่ได้ลุ้น ผ่านพ้นมาถึงช่วยทดเจ็บนาทีที่ 90+1 โรมาเนีย เกือบได้ประตูตีเสมอ เมื่อ จอร์จ ปุสคัส หลุดเข้าไปซัดเต็มข้อแต่ไปติดเซฟของ เกป้า ที่ยืนปิดมุมได้ดีและปัดออกไปได้ จังหวะต่อเนื่องนาทีถัดเจ้าถิ่นน่าได้ประตูตีเสมอแบบสุดๆ เมื่อ จอร์จ ปุสคัส ได้ขึ้นโขกเต็มหัวระยะไม่ถึง 6 หลาแต่บอลดันไปตรงตัว เกป้า ที่ยังป้องกันไว้ได้อีกครั้ง จบเกม สเปน ที่เหลือ 10 คนช่วง 10 นาทีสุดท้ายยันสกอร์เดิมไว้ได้เป็นฝ่ายเอาชนะ โรมาเนีย 2-1 พร้อมเก็บไป 15 แต้มเต็มจากชัยชนะ 5 นัดรวด รายชื่อนักฟุตบอลทั้งสองทีม โรมาเนีย (5-3-2) : ซิเปรียน ตาตารูซานู – อลิน ทอสก้า, ดาร์กอส จิร์กอเร่, ชิริเชส, โยนุต เนเดลเซียรู, โรมาริโอ เบนซาร์ – นิโคเล สตานซิอู (อานิส ฮากิ น.63), ราซวาน มาริน, ชิเปรียน เดียค (อเล็กซานดรู มักซิม น.72) – เคลาดิอู เคเซรู (ฟลอริน อันโดเน่ น.56), จอร์จ ปุสคัส เทรนเนอร์ : คอสมิน คอนทร้า สเปน (4-3-3) : เกป้า อาร์ริซาบาลาก้า – เฆซุส นาบาส, เซร์คิโอ รามอส, ดีเอโก้ ยอเรนเต้, จอร์ดี้ อัลบา – ฟาเบียน รุยซ์, เซร์คิโอ บุสเก็ตส์, ซาอูล ญีเกซ – โรดริโก้ โมเรโน่ (มิเกล โอยาร์ซาบัล น.71), ปาโก้ อัลกาเซร์ (มาริโอ เฮอร์โมโซ่ น.85), ดานี่ เซบายอส (ปาโบล ซาราเบีย น.77) เทรนเนอร์ : โรเบิร์ต โมเรโน่ ผู้ตัดสิน : เดนิส อายเตคิน (เยอรมัน) เครดิต : (siamsport) https://www.siamsport.co.th

สื่อผู้ดีเผยเหตุผลทำไม โชเซ่ มูรินโญ่ อดีตกุนซือ แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่ซื้อ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ มาเข้าถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ทั้งๆ ที่ “ปีศาจแดง” มีข่าวสนใจนักเตะก่อน ลิเวอร์พูล เสียอีก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ปฎิเสธที่จะแข่งกับ ลิเวอร์พูล ในการดึง เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ ปราการหลังทีมชาติฮอลแลนด์ มาเสริมทัพ เนื่องจาก โชเซ่ มูรินโญ่ ไม่ต้องการคว้าเซนเตอร์แบ็กในเวลานั้น ตามรายงานจาก ดิ อินดิเพนเดนต์ สื่ออังกฤษ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 5 กันยายน ที่ผ่านมา ฟาน ไดค์ ย้ายจาก เซาธ์แฮมป์ตัน ไปอยู่กับ ลิเวอร์พูล เมื่อเดือนมกราคม ปี 2018 ด้วยค่าตัวถึง 75 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2,775 ล้านบาท) ก่อนทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม จนได้รางวัลส่วนตัวอย่างมากมาย และล่าสุดก็เพิ่งคว้ารางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำปี 2019 ของสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 29 สิงหาคม ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม อินดิเพนเดนต์ เผยว่า ฟาน ไดค์ เกือบไม่ได้ย้ายมาเล่นให้ “หงส์แดง” แล้ว เนื่องจากเวลานั้นมีชื่อ “ปีศาจแดง” ให้ความสนใจมาก่อน และมีโอกาสสูงที่จะได้ตัวไปเสริมแนวรับ หากยื่นข้อเสนออย่างจริงจังก่อน ลิเวอร์พูล กระนั้นก็ดี มูรินโญ่ ที่คุม “ปีศาจแดง” เวลานั้น ได้บอกกับสโมสรว่าไม่ต้องซื้อ ฟาน ไดค์ เนื่องจากไม่ต้องการผู้เล่นในตำแหน่งเซนเตอร์แบ็ก ก่อนที่ในช่วงเปิดตลาดรอบต่อมาจะอยากได้ปราการหลังอย่าง แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ของ เลสเตอร์ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ใคร จนกระทั่งโดนไล่ออกมาเมื่อเดือนธันวาคม ปีที่ผ่านมา เครดิต : (siamsport) https://www.siamsport.co.th